คนรุ่นใหม่อย่าเรามักจะเข้าใจว่ายาสตรีที่มีขายกันทั่วไป ที่เคยได้ยินตามโฆษณานั้นเพียงเพื่อช่วยให้ประจำเดือนมาตามปกติ ลดอาการปวดประจำเดือน ฟอกเลือด ช่วยให้มดลูกเข้าอู่ ขับน้ำคาวปลา (น้ำคร่ำหลังคลอดบุตร) อะไรประมาณนี้ ซึ่งเป็นสรรพคุณที่วัยรุ่น วัยทำงาน วัยเราๆ ยังไม่จำเป็นต้อง แต่สรรพคุณที่มากกว่าของสมุนไพรที่นำมารวมกันเป็นตำรับยาสตรีนั้นมีความพิเศษอย่างที่ใครๆ คาดไม่ถึง และไม่จำเป็นต้องรอจนปวดประจำเดือนจึงจะหยิบหาซื้อมาทาน ปกติแล้วสมุนไพรที่นำมาปรุงเป็นยาสตรีนั้นจะเป็นสมุนไพรที่มีสารที่เรียกว่า ไฟโตเอสโตรเจน ที่ทำหน้าที่คล้ายๆ เอสโตรเจน (ฮอร์โมนเพศหญิง) ในร่างกายเรา แต่มาจากพืช ทำให้ผู้ที่ทานยาสตรีเป็นประจำมีความสมบูรณ์ในลักษณะความเป็นหญิงสูง เราสามารถทานเพื่อบำรุงร่างกายได้กันทุกคน สรรพคุณที่ว่ามีผลต่อร่างกายของผู้หญิงยังไงจะขอเล่าเป็นภาษาที่เข้าใจกันได้ง่ายดังนี้ค่ะ

      -   คนที่มีปริมาณ เอสโตรเจนหรือฮอร์โมนเพศหญิงมาก ผิวพรรณ ละเอียด นุ่ม เปล่งปลั่ง และผิวจะกระจ่างกว่าปกติ ทำให้คนสมัยก่อนๆ หน้าตาผิวพรรณดีทั้งที่สมัยนั้นยังไม่มีเครื่องสำอาง

      -   ช่วยให้คนที่รับประทานเป็นประจำมีสภาวะร่างกายดังวัยสาว ช่วยกระชับสัดส่วน ผลจากการกระชับสัดส่วนจากสมุนไพรกลุ่มที่นำมาปรุงเป็นยาสตรีนี้ เป็นไปในลักษณะถาวร เป็นการฟื้นฟูกระชับกล้ามเนื้อหูรูดได้ และยังช่วยกระชับกล้ามเนื้อทุกสัดส่วน ไม่ว่าจะเป็นหนังตาตก หน้าท้องหย่อน กล้ามเนื้อสะโพก ช่วยให้หน้าอกเต่งตึง เอวคอด สะโพกฝาย หน้าท้องแบนราบ แม้จะเป็นคนที่มีบุตรแล้วก็ตาม คืนความสาว (ว่ากันอย่างนั้น)

      -   ทำให้หลับสนิทในช่วงกลางคืน ซึ่งมีผลอย่างมากต่อกระบวนการซ่อมแซมของร่างกาย เพราะการหลับสนิทในช่วงกลางคืน ช่วยให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนที่เรียกว่า เมลาโทนิน สารเมลาโทนินเป็นฮอร์โมนระบบประสาทที่มีในร่างกายตามธรรมชาติ  เกี่ยวข้องกับการควบคุมวัฏจักรประจำวันของคนเรา ได้แก่ระบบสืบพันธุ์  ระบบประสาท  ระบบต่อมไร้ท่อ  ระบบภูมิคุ้มกัน  ระบบการด้านออกซิเดชัน  รวมถึงกลไกการชราภาพของร่างกาย เมลาโทนินยังสามารถกำจัดอนุมูลอิสระ  มีฤทธิ์ต้านออกซิเดวัน  และลดการถูกทำลายของเซลล์ได้   แต่ที่คนปัจจุบันต้องหาซื้อเมลาโทนินสังเคราะห์มาทานเพราะนอนไม่หลับ หรือไม่ค่อยนอนตอนกลางคืน นอนหลับไม่สนิท หรือเกี่ยวข้องกับอายุที่มากขึ้น ปริมาณการผลิตเมลาโทนินในร่างกายจึงลดลง เพราะฮอร์โมนนี้จะผลิตได้ก็ต่อเมื่อหลับสนิท ไม่มีแสง ที่สำคัญระดับของเมลาโทนินเฉลี่ยสูงสุดที่ผลิตในตอนกลางคืนประมาณ  60  พิโคกรัม/มล.ของพลาสม่า อยู่ในช่วงวัยของคนหนุ่มสาว

     -  ช่วยให้อวัยวะต่างๆ และสภาวะการทำงานของร่างกายของคนที่รับประทานสมุนไพรกลุ่มนี้เป็นประจำยังคงอยู่ในภาวะวัยเจริญพันธุ์ นั่นคือ วัยหนุ่มสาว ทั้งร่างกายและจิตใจจะมีความพร้อมต่อการสืบพันธุ์และการมีเพศสัมพันธุ์ มดลูกของผู้หญิงจะมีความแข็งแรงพอที่จะรองรับการฝังตัวของตัวอ่อน ระยะการตกไข่เป็นไปตามปกติ ต้องยอมรับว่าปัญหาหนึ่งของผู้หญิงสมัยนี้คือ การทำงานและมีความรับผิดชอบในหน้าที่การงานและชีวิตส่วนตัวสูงพอๆ กับผู้ชายหรืออาจมากกว่าในบางท่าน ระดับความเครียดและความเร่งรีบของจังหวะชีวิตที่สูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการใช้ชีวิตในลักษณะนี้แหละที่มีผลโดยตรงต่อระดับความสมดุลของฮอร์โมนในร่างกายของผู้หญิง จนทำให้ความสมดุลของรู้สึกทางเพศของผู้หญิงไม่ปกติ ในขณะที่ผู้ชายยังสม่ำเสมอและปกติดี เกิดเป็นความห่างเหินและความไม่เข้าใจกันระหว่างคู่สามี ภรรยา ในบางคนมีภาวะคล้ายวัยทองก่อนที่จะถึงวัยทองซะอีก หากภาวะร่างกายของเราและสภาพอารมณ์เรายังอยู่ในวัยเจริญพันธ์แล้ว ปัญหาเหล่านี้ก็จะลดลง ทั้งยังช่วยให้กล้ามเนื้อช่องคลอดกระชับและมีความยืดหยุ่นมากกว่าปกติ ภาวะคู่ครองที่สุขสมจะช่วยให้ร่างกายผู้หญิงมีปริมาณการผลิตเอ็นโดรฟิน หรือสารแห่งความสุขออกมาทำให้ระดับความเครียดของผู้หญิงลดลงด้วย

     -   ผลพวงของการทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะวัยเจริญพันธุ์ ที่เกินคาดของเรา คือ ในสภาวะร่างกายของวัยเจริญพันธุ์ จะมีผลต่อการผลิตสารอีกที่เรียกว่า “ฟีโรโมน” หรือที่เรียกว่า “สารเรียกรัก” ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายผลิตเองตามธรรมชาติและจะผลิตมากเฉพาะช่วงวัยเจริญพันธ์ ว่ากันว่าสารฟีโรโมนนี้มีผลอย่างมากต่อระบบสืบพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต เพราะเป็นสารที่ส่งสัญญาณถึงเพศตรงข้าม ทำให้เพศตรงข้ามเกิดความหลงใหล เกิดความสัมพันธ์ทางใจในระดับการรับรู้ทางสมองและจิตใต้สำนึก ไม่มีกลิ่นแต่มีผลต่อประสาทเคยเห็นมั้ยคะ เราจะรู้ว่าใครมีฟีโรโมนมากหรือฟีโรโมนทำงานยังไง ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น เคยเห็นคนที่รูปร่าง หน้าตาสะสวย สวยมาก แต่เรารู้สึกเฉยๆ มั้ยคะ ประมาณว่า ก็สวยดี กับอีกคนที่หน้าตาธรรมดา แต่ทำไมเห็นแล้วรู้สึกดึงดูดต้องมอง น่ามอง ดูดี ประทับใจ ดูแล้วใจเต้น หรือคนแปลกหน้าบางคนที่เพิ่งรู้จักแต่รู้สึกสนิทใจ เป็นมิตรที่จะคุยด้วย เกิความรู้สึกประทับใจโดยไม่มีเหตุผล ความรู้สึกนั่นแหละคะ การทำงานของฟีโรโมน มันมีผลทำให้คนบางคนดูดีขึ้น ประทับใจมิรู้ลืม กระบวนการผลิตของมันอยู่เหนืออำนาจการควบคุมของสมอง แต่รับรู้ด้วยสมองและมีผลโดยตรงต่อความรู้สึก  ทำให้สมัยนี้ฮิตซื้อน้ำหอมผสมฟีโรโมนมาใช้ แต่อีกวิธีหนึ่งที่จะได้ฟีโรโมนของเราเองจริงๆ คือการทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะที่พร้อมและผลิตเอง ลองคิดเล่นๆ ว่าถ้าเรามีปริมาณฟีโรโมนที่มากพอจะเกิดอะไรขึ้น? คนสมัยก่อนไม่เข้าใจฟีโรโมนหรอกค่ะ จึงสรรหาคำมาเติมแต่ง โดยใช้คำที่เรียกว่า “สาบสาว” คือ กลิ่นตัว กลิ่นกาย กลิ่นหอมเนื้อตามธรรมชาติของผู้หญิง แล้วบอกว่า การทานยาสตรีเป็นประจำจะช่วยคืนกลิ่นสาบสาว...ให้ผู้หญิง

     -   ช่วยให้เซลล์ประสาทตื่นตัว ร่างกายก็พลอย Active ไปด้วย ความจำดี ลดอาการหลงลืม หรือภาวะเซลล์สมองเสื่อมก่อนวัย

     -   ช่วยกระตุ้นกระบวนการเมตาบลิซึมในร่างกาย ทำให้ปริมาณการเผาผลาญพลังงานในร่างกายสูง นั่นหมายถึงโอกาสที่จะมีไขมันสะสมในร่างกายต่ำ

     -   ช่วยให้จังหวะการบีบและคลายตัวของมดลูกเป็นปกติ อันจะทำให้สภาวะการมีและขับประจำเดือนเป็นไปตามปกติ ช่วยขับประจำเดือน ลดอาการคั่งค้างของประจำเดือนในมดลูกอันเป็นสาเหตุของการเกิดซีสในมดลูก

     -   ช่วยเพิ่มปริมาณเอสโตรเจนอันเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่อยู่ในวัยใกล้หมดประจำเดือนหรือผู้ที่ตัดมดลูกหรือรังไข่ ให้ยังคงได้รับเอสโตรเจนอยู่จากธรรมชาติอยู่

     จะว่าไปคือเกี่ยวเนื่องกับกลไกการทำงานตามธรรมชาติของผู้หญิงแทบทุกสัดส่วน ว่าง่าย คือ รักษาสมดุลทางเพศให้ยังคงความเป็นหญิงสาวแม้อายุจะไม่ใช่ อันนี้เป็นเพียงบางส่วนด้วยซ้ำ คนโบราณมักจะมีของดีๆ ซ่อนอยู่แต่เราไม่รู้วิธีใช้เท่านั้นเอง รู้คงต้องหายาสตรีใช้ไปนานแล้ว...

ิัby Baifern_sai
สำหรับผู้ที่ต้องการสอบถามเกี่ยวกับสมุนไพรสำหรับผู้ป่วยโรคไตหรือต้องการคำแนะนำเกี่ยวกับโรคไตเพิ่มเติม จะคอมเม้นท์ไว้ในบล็อกหรือเมลล์สอบถามได้ฟรีที่ Baifern_sai@hotmail.com หรือ โทร. 081-5450416
คุณเฟิร์น

การป้องกันโรคไต

posted on 12 Aug 2008 18:16 by phong-avin

                ไตนั้นโดยธรรมชาติก็จะค่อย ๆ เสื่อมสภาพไปตามอายุ ถ้าเรารู้จักระวังดูแลชะลอการเสื่อมได้ การรับประทานอาหารพวกเนื้อสัตว์ แต่พอควร และการดื่มน้ำสะอาดวันละ 8-10 แก้ว ก็จะช่วยไตให้ทำงานลดลง โรคไตนั้นบางโรคก็ป้องกันได้ บางโรคก็ป้องกันไม่ได้ อย่างไรก็ตามวิธีการป้องกันโรคบางชนิด ที่เราจะทำได้ มีดังนี้

1. หลีกเลี่ยง ยา และสารพิษต่าง ๆ ต่อไปนี้ ซึ่งจะเป็นพิษต่อไต

                - ยาซัลฟา จะไปตกตะกอนที่ไตได้ ทำให้เกิดไตวายได้

                - ยาปฏิชีวนะ เช่น เจนตามัยซิน คานามัยซิน

                - ยาที่เข้าพวกโลหะหนัก พวกเงิน ทอง ปรอท ตะกั่ว สารหนู

                - ยาลดไข้หรือยาแก้ปวด ถ้ารับประทานเป็นประจำนาน ๆ ไตจะเสื่อมสมรรถภาพจนเป็นไตวายได้

                - เฮโรอีน ยากันชัก พิษงู พิษเห็ดเมา ทำให้ไตวายได้

2. การกลั้นปัสสาวะนาน ๆ หรือการสวนปัสสาวะ จึงทำให้เชื้อเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะ และเกิดการอักเสบได้

3. เมื่อเป็นหวัด เจ็บคอ หรือเกิดอักเสบที่ผิวหนัง ควรรีบรักษาให้หาย เพราะจะเกิดปฏิกิริยาที่ไตได้ทำให้เกิดโรคไตบางชนิดได้

4. โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงจากสาเหตุต่าง ๆ ควรรีบรักษาและได้รับการดูแลจากแพทย์ เพราะจะทำให้เกิดโรคไตได้


ไต เป็นอวัยวะรูปร่างคล้ายถั่วเหลือง ยาว 12 เซนติเมตร หนัก 120-150 กรัม อยู่ด้านหลังของกระดูกสันหลังบริเวณบั้นเอว ไตมีความสำคัญต่อร่างกายมาก โดยมีหน้าที่ดังนี้

-          ขับถ่ายของเสีย สารพิษ สิ่งแปลกปลอมต่างๆ

-          ดูดซึมสารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายคืนเข้าสู่กระแสเลือด

-          รักษาความเป็นกรด ด่าง เกลือ และน้ำ ให้อยู่ในสภาวะสมดุลย์

-          ไตสร้างสารอีรีโธปัวอีติน (ERYTHROPOIETIN) ซึ่งจะไปช่วยกระตุ้นไขกระดูกให้สร้างเม็ดเลือดแดง

-          ไตช่วยเปลี่ยนวิตะมินดีให้มีประสิทธิภาพในร่างกาย

            อาหารบำบัดผู้ป่วยโรคไตมีความสำคัญมาก เพราะหากผู้ป่วยสามารถปฎิบัติเรื่องอาหารได้ถูกต้องก็จะช่วยให้การรักษาด้วยยามีประสิทธิภาพ หรือการไปล้างไตก็ไม่ต้องไปบ่อยนัก โรคไตเป็นโรคที่มีความซับซ้อนอย่างมาก ผู้ป่วยควรจะรับประทานอาหารที่มีปริมาณสารอาหารมากน้อยเท่าใดนั้น แพทย์เท่านั้นจะต้องเป็นผู้กำหนด ซึ่งอาจจะต้องเปลี่ยนอาหารตามสภาวะและความรุนแรงของโรค ผู้ป่วยจึงควรไปพบแพทย์เป็นระยะอย่างสม่ำเสมอ

สารอาหารที่ต้องควบคุมสำหรับผู้ป่วยโรคไต มี 4 ตัวดังนี้

                1. โปรตีน ได้แก่ อาหารพวกเนื้อสัตว์ต่าง ๆ นม ไข่ เต้าหู้ ถั่วเมล็ดแห้ง เป็นต้น ในคนปกติควรได้โปรตีนโดยเฉลี่ย 45-70 กรัม/วัน ต้องจำกัด เมื่อผู้ป่วยมีสารยูเรียคั่งในเลือด อาจต้องลดโปรตีนลงเหลือวันละ 20-40 กรัม ฉะนั้นโปรตีนจึงควรเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพดี ซึ่งได้แก่ นม ไข่ เนื้อสัตว์ต่าง ๆ ชีส (เนยแข็ง)

ปริมาณอาหารต่อไปนี้ แต่ละอย่างจะมีโปรตีน 7 กรัม

                - ไข่ไก่ 1 ฟอง

                - นมสด 200 ซีซี. ( 1 ถ้วยตวงเท่ากับ 240 ซีซี)

                - เนื้อสัตว์ต่าง ๆ 30 กรัม

                - เต้าหู้เหลือง, แข็ง 1/2 ชิ้น (60 กรัม)

                - เต้าหู้ขาว 1/2 ชิ้น (100 กรัม)

                - เต้าฮวย 200 กรัม

                - ถั่วเมล็ดแห้ง 1/2 ถ้วยตวง

                เช่น ต้องจำกัดโปรตีนวันละ 21 กรัม ผู้ป่วยก็สามารถรับประทานไข่ 1 ฟอง, เนื้อปลา 30 กรัม และนมสด 1 แก้ว ก็จะได้โปรตีน 21-22 กรัมในหนึ่งวัน หรือจะแบ่งอย่างไรก็ได้เมื่อรวมแล้วขอให้ ได้โปรตีน 21 กรัม และแบ่งรับประทาน 3 มื้อ ต้องได้มาก เมื่อไตปล่อยไข่ขาว [ALBUMIN] ออกในปัสสาวะมาก แพทย์อาจสั่งให้รับประทานโปรตีนมากถึงวันละ 70 - 120 กรัม

                2. โซเดียม มีมากในอาหาร พวกเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะพวกอาหารทะเล เกลือแกง อาหารที่ใช้เกลือในการถนอมอาหาร เช่น ไข่เค็ม ผักดองเค็ม ผลไม้ดองเค็ม เต้าเจี้ยว เป็นต้น และยังเป็นส่วนประกอบของผงชูรส ผงฟู ต้องจำกัด เมื่อไตไม่สามารถขับถ่ายโซเดียมได้ตามปกติ จะเกิดอาการตัวบวม ผู้ป่วยต้องงดอาหารพวกหมักดอง เกลือ อาจปรุงแต่งอาหารด้วยมะนาว น้ำตาล พริก เครื่องเทศต่าง ๆ ต้องได้มาก เมื่อไตขับโซเดียมออกทางปัสสาวะมาก จนตัวแห้งลีบ แนะนำให้เติมเกลือแกงในอาหารมาก ๆ

                3. น้ำ ต้องจำกัด เมื่อไตล้มเหลว ขับถ่ายปัสสาวะได้น้อยมากหรือไม่ได้ มีอาการตัวบวม ความดันโลหิตสูง ปริมาณน้ำที่ได้ต้องจำกัดให้เท่ากับ ปริมาณปัสสาวะใน 24 ชั่วโมงบวก 500 ซีซี ปริมาณนี้จะหมายถึงปริมาณน้ำที่ได้จากอาหารที่รับประทานและจากน้ำดื่มรวมกัน

ต้องได้มาก เมื่อไตขับถ่ายโซเดียมออกทางปัสสาวะมาก มีอาการตัวแห้ง นอกจากต้องได้น้ำเพิ่มขึ้นแล้ว (ในคนปกติควรได้น้ำวันละ 8 แก้ว) ยังต้องได้เกลือเพิ่มด้วย

                4. โปตัสเซียม มีในอาหารแทบทุกชนิด ต้องจำกัด เมื่อไตล้มเหลว ปัสสาวะไม่ได้ หรือปัสสาวะวันละ 500 ซีซี หรือน้อยกว่าในทางปฎิบัติผู้ป่วยสามารถรับประทานข้าว แป้ง ก๋วยเตี๋ยว ไขมัน ได้ตามต้องการ ควรงด ผลไม้และหลีกเลี่ยง ผักที่มีสีเข้ม ผักที่มีสีอ่อนจะมีโปตัสเซียมน้อยกว่าผักที่มีสีเข้ม ต้องได้มาก เมื่อสูญเสียโปตัสเซียม เช่น เมื่อใช้ยาขับปัสสาวะ

โรคไต

posted on 12 Jun 2008 14:05 by phong-avin
สำหรับกระทู้ต่อไปที่จะนำเสนอจะนำสาระเกี่ยวกับโรคไตมาฝากเพื่อจะเป็นประโยชน์ต่อทุกท่านเริ่มตั้งแต่ สาเหตุของโรค อาการ ประเภท วิธีการดูแลตัวเองสำหรับผู้ป่วย อาหารที่แสลงต่อโรค หรือหากท่านใดอยากที่จะได้ข้อมุลเกี่ยวกับโรคใด สามารถแนะนำมาได้แล้วเราจะสรรหาสาระดีๆ มาฝากทุกท่านค่ะ

เจอกันครั้งแรก

posted on 12 Jun 2008 11:15 by phong-avin
สวัสดีชาวบล็อกทุกท่าน
เจอกันครั้งแรกนี้ขอแนะนำตัวก่อนนะคร้าบ phong-avin herbalจะเป็นบล็อกสำหรับการพูดคุย แลกเปลี่ยน เรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพ โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ในปัจจุบันที่เป็นอุปสรรคและบ่อนทำลายการใช้ชีวิตอันปกติสุขของมนุษย์ ว่ากันว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบันก้าวหน้าไปจนมนุษย์สามารถที่จะเอาชนะธรรมชาติได้อย่างน่าอัศจรรย์ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ การสร้างสิ่งก่อสร้างที่ป้องกันภัยธรรมชาติ การผลิตยารักษาโรค การผลิตเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ ฯลฯ จริงหรือที่เราสามารถเอาชนะธรรมชาติได้ แล้วจริงหรือที่ธรรมชาติหยุดอยู่กับที่ในขณะที่เรากำลังพัฒนา พัฒนาการของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เราเห็นว่า ธรรมชาติไม่เคยที่จะหยุดอยู่กับที่ ไม่เคยที่จะยอมแพ้เราเช่นกัน เนื่องจากธรรมชาติ คือ ผู้ที่พยายามรักษาสมดุลให้เกิดขึ้นในโลกใบนี้ หากธรรมชาติไม่มีการพัฒนา สมดุลของโลกก็จะหายไป แล้วเราจะทำอย่างไรเมื่อโรคมีการวิวัฒนาตัวของมันเองอยู่เรื่อยๆ มนุษย์ธรรมดาอย่างเราๆ จะทำอย่างไรให้อยู่รอด วิธีเดียวที่เราทำได้ คือ พยายามที่จะเข้าใจความเป็นไปตามธรรมชาติเพื่อหาเหตุและผลของการเกิดโรค เมื่อเราเข้าใจเหตุก็เป็นเรื่องไม่ยากที่เราจะหลีกเลี่ยง เมื่อถึงวันนั้นเราจะใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข แม้โลกจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่สิ้นสุด

edit @ 12 Jun 2008 11:18:25 by phong